การดูแลผู้สูงอายุ

รวม 16 สิทธิผู้สูงอายุที่หลายคนยังไม่รู้ ครบทั้งสวัสดิการ การรักษา เบี้ยยังชีพ และสิทธิจากภาครัฐ

รวม 16 สิทธิผู้สูงอายุที่หลายคนยังไม่รู้ ครบทั้งสวัสดิการ การรักษา เบี้ยยังชีพ และสิทธิจากภาครัฐ
  1. ผู้สูงอายุตามกฎหมาย หมายถึงใคร?
  2. 1. สิทธิด้านการแพทย์และสาธารณสุข
  3. สิทธิด้านการแพทย์ที่ผู้สูงอายุควรรู้
  4. 2. สิทธิด้านการศึกษา การเรียนรู้ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
  5. ตัวอย่างสิทธิด้านการศึกษาและการเรียนรู้
  6. 3. สิทธิด้านการประกอบอาชีพและการฝึกอาชีพ
  7. ตัวอย่างบริการที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ได้
  8. 4. สิทธิด้านการพัฒนาตนเองและการมีส่วนร่วมในสังคม
  9. ประโยชน์ของการเข้าร่วมกิจกรรม
  10. 5. สิทธิด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย
  11. 6. สิทธิส่วนลดค่าเดินทางและการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
  12. 7. สิทธิยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ
  13. 8. สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือเมื่อถูกทอดทิ้งหรือถูกกระทำความรุนแรง
  14. 9. สิทธิในการได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายและการแก้ไขปัญหาครอบครัว
  15. 10. สิทธิได้รับความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม
  16. 11. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
  17. 12. สิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าจัดการศพตามประเพณี
  18. 13. สิทธิด้านการท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการ
  19. 14. สิทธิด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
  20. 15. สิทธิด้านการลดหย่อนภาษี
  21. 16. กองทุนผู้สูงอายุ
  22. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
  23. ผู้สูงอายุต้องอายุเท่าไรจึงจะได้รับสิทธิตามกฎหมาย?+
  24. ผู้สูงอายุทุกคนได้รับเบี้ยยังชีพหรือไม่?+
  25. ผู้สูงอายุสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลอะไรได้บ้าง?+
  26. หากผู้สูงอายุไม่มีคนดูแล สามารถขอความช่วยเหลือจากที่ไหนได้?+
  27. สิทธิผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?+

ไทยก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) อย่างรวดเร็ว จำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องปรับตัวจากการเป็นลูกหลานมาเป็นผู้ดูแลของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือญาติผู้ใหญ่ในบ้าน

เมื่อพูดถึงสวัสดิการของผู้สูงอายุ หลายคนมักนึกถึงเพียง เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ภายใต้พระราชบัญญัติผู้สูงอายุและนโยบายของภาครัฐ ผู้สูงอายุในไทยยังมีสิทธิอีกหลายด้าน ตั้งแต่การรักษาพยาบาล การฝึกอาชีพ การใช้บริการขนส่งสาธารณะ การได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย ไปจนถึงสิทธิในการได้รับการคุ้มครองเมื่อถูกทอดทิ้งหรือถูกกระทำความรุนแรง  

อย่างไรก็ตาม สิทธิเหล่านี้กลับเป็นเรื่องที่หลายครอบครัวไม่เคยรับรู้ หรือไม่แน่ใจว่าตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยพลาดโอกาสในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่ควรได้รับ

บทความนี้จึงรวบรวม 16 สิทธิและสวัสดิการสำคัญของผู้สูงอายุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมอธิบายแต่ละสิทธิด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพิ่มตัวอย่างการใช้งานจริง และแนะนำช่องทางติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทั้งผู้สูงอายุและสมาชิกในครอบครัวสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

หากคุณกำลังดูแลคุณพ่อ คุณแม่ หรือกำลังวางแผนดูแลผู้สูงอายุในอนาคต บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของสิทธิที่มีอยู่ และสามารถเลือกใช้บริการจากภาครัฐได้อย่างครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ผู้สูงอายุตามกฎหมาย หมายถึงใคร?

ก่อนจะไปดูรายละเอียดของสิทธิแต่ละข้อ สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจคือ คำว่าผู้สูงอายุตามกฎหมายไทยไม่ได้หมายถึงผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่หมายถึงบุคคลที่มีอายุครบตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย ซึ่งจะได้รับสิทธิในการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต  

หลายสิทธิสามารถใช้ได้ทันทีเมื่อมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ ขณะที่บางสิทธิต้องมีการลงทะเบียนหรือยื่นคำร้องกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น การลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือการขอรับความช่วยเหลือเฉพาะด้าน

ดังนั้น การรู้จักสิทธิของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้สูงอายุและครอบครัวสามารถวางแผนการใช้ชีวิต การดูแลสุขภาพ และการบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. สิทธิด้านการแพทย์และสาธารณสุข

สุขภาพเป็นพื้นฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภาครัฐจึงกำหนดให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลด้านสาธารณสุขอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

โรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งมี ช่องบริการเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ (Fast Track หรือ Elderly Clinic) เพื่อช่วยลดระยะเวลาการรอคอย และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ ยังมีการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ การตรวจวินิจฉัยโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่องตามสิทธิการรักษาที่ผู้สูงอายุแต่ละคนถืออยู่  

สิทธิด้านการแพทย์ที่ผู้สูงอายุควรรู้

  • ได้รับบริการผ่านช่องทางพิเศษในโรงพยาบาลของรัฐ
  • เข้าถึงบริการตรวจรักษาและฟื้นฟูสุขภาพตามสิทธิการรักษา
  • รับคำปรึกษาด้านสุขภาพจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ใช้บริการคลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

แม้ว่าผู้สูงอายุจะมีสิทธิในการเข้ารับบริการ แต่ครอบครัวก็ควรพาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะโรคหลายชนิดในวัยสูงอายุอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้สามารถรักษาและชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ หากผู้สูงอายุมีภาวะติดบ้าน ติดเตียง หรือมีข้อจำกัดในการเดินทาง ควรสอบถามโรงพยาบาลประจำสิทธิหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ ว่ามีบริการเยี่ยมบ้านหรือการดูแลต่อเนื่องหรือไม่ เพราะหลายพื้นที่มีทีมสหวิชาชีพที่ให้บริการแก่ผู้สูงอายุถึงบ้าน ซึ่งช่วยลดภาระของครอบครัวได้อย่างมาก

สิทธิด้านการแพทย์ถือเป็นสิทธิพื้นฐานที่ผู้สูงอายุทุกคนควรได้รับ การเข้าใจและใช้สิทธิอย่างครบถ้วน จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ลดภาวะแทรกซ้อนของโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

อ่านบทความ: ผู้สูงอายุมีสิทธิรับการดูแลอะไรจากรัฐบ้าง? รวมสวัสดิการ สิทธิประโยชน์

2. สิทธิด้านการศึกษา การเรียนรู้ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

หลายคนอาจคิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องของวัยเด็กหรือวัยทำงาน แต่ในความเป็นจริง การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่การพัฒนาทักษะใหม่ ๆ การทำกิจกรรมร่วมกับสังคม และการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ล้วนมีส่วนช่วยให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้น

ภาครัฐจึงส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน การอบรมความรู้ด้านสุขภาพ เทคโนโลยี การเงิน และการใช้ชีวิตหลังเกษียณ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  

ผู้สูงอายุยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงาน กศน. กรมกิจการผู้สูงอายุ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมักมีหลักสูตรฝึกอบรม งานอดิเรก และกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้สูงอายุด้วยกัน

ตัวอย่างสิทธิด้านการศึกษาและการเรียนรู้

  • เข้าร่วมหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • ใช้บริการศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
  • เข้าร่วมกิจกรรมด้านศาสนาและวัฒนธรรม
  • เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ

การเรียนรู้ในวัยสูงอายุไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเพิ่มความรู้เท่านั้น แต่ยังช่วยลดภาวะซึมเศร้า กระตุ้นการทำงานของสมอง และสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุได้พบปะผู้คน มีสังคม และรู้สึกว่าตนเองยังคงมีคุณค่าและสามารถมีส่วนร่วมกับชุมชนได้

การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหนึ่งในสิทธิที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มทักษะและความรู้แล้ว ยังช่วยเสริมสุขภาพจิต ลดความโดดเดี่ยว และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข

3. สิทธิด้านการประกอบอาชีพและการฝึกอาชีพ

หลายคนเข้าใจว่าเมื่ออายุครบ 60 ปี ก็ถึงเวลาหยุดทำงาน แต่ความเป็นจริงแล้ว ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังมีสุขภาพแข็งแรง มีประสบการณ์ และต้องการทำงานต่อ ไม่ว่าจะเพื่อหารายได้เสริม ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หรือรู้สึกว่าตนเองยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้

ปัจจุบันภาครัฐให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยมีทั้งการให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การฝึกทักษะใหม่ การจัดหางาน และการรวบรวมตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายและความสามารถ  

ผู้สูงอายุสามารถติดต่อสำนักงานจัดหางานในแต่ละจังหวัด เพื่อรับข้อมูลตำแหน่งงานว่าง การอบรมอาชีพ หรือคำแนะนำในการเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กได้ นอกจากนี้ หลายหน่วยงานยังจัดหลักสูตรฝึกอาชีพ เช่น งานหัตถกรรม งานบริการ งานขายออนไลน์ หรือการดูแลผู้สูงอายุด้วยกันเอง

ตัวอย่างบริการที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ได้

  • รับคำปรึกษาด้านอาชีพ
  • ค้นหาตำแหน่งงานที่เหมาะสม
  • ฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะใหม่
  • รับข้อมูลตลาดแรงงานและแนวโน้มการจ้างงาน

สำหรับผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง งานประเภทที่ใช้ประสบการณ์และทักษะเฉพาะทาง เช่น งานที่ปรึกษา งานสอนพิเศษ งานบริการ หรือแม้แต่งานดูแลผู้สูงอายุด้วยกันเอง ก็เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

การเกษียณไม่ได้หมายถึงการหมดโอกาสในการทำงาน หากผู้สูงอายุยังมีศักยภาพและต้องการสร้างรายได้ ภาครัฐมีบริการหลายด้านที่ช่วยสนับสนุนให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมกับวัย

4. สิทธิด้านการพัฒนาตนเองและการมีส่วนร่วมในสังคม

เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตไม่ได้มีเพียงสุขภาพกายเท่านั้น แต่ “สุขภาพใจ” ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง หรือขาดกิจกรรมทางสังคม มักมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ความเหงา และการรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า

ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน ผ่านชมรมผู้สูงอายุ เครือข่ายอาสาสมัคร และกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้แบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนรุ่นหลัง  

กิจกรรมที่จัดขึ้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่การออกกำลังกายเบา ๆ การลีลาศ งานฝีมือ การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึงการทำกิจกรรมจิตอาสาในชุมชน

ประโยชน์ของการเข้าร่วมกิจกรรม

  • ลดความเหงาและความโดดเดี่ยว
  • กระตุ้นสมองและความจำ
  • สร้างมิตรภาพใหม่
  • ส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพใจ
  • เพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง

งานวิจัยหลายฉบับพบว่า ผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีกว่าผู้ที่แยกตัวอยู่ตามลำพัง

การดูแลผู้สูงอายุไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาโรค แต่ยังรวมถึงการสร้างโอกาสให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย การมีส่วนร่วมในสังคมจึงถือเป็นอีกหนึ่งสิทธิที่สำคัญไม่แพ้การรักษาพยาบาล

5. สิทธิด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย

หลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า การเดินขึ้นบันไดเพียงไม่กี่ขั้น หรือการขึ้นรถโดยสารสาธารณะ อาจเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่า การทรงตัว หรือการใช้รถเข็น

ภาครัฐจึงกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ พัฒนาสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะให้เอื้อต่อผู้สูงอายุ ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวก และการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม  

ตัวอย่างสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้สูงอายุควรได้รับ ได้แก่

  • ทางลาดสำหรับรถเข็น
  • ราวจับในอาคาร
  • ห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุ
  • เจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก
  • จุดพักคอยและที่นั่งสำรอง
  • พื้นผิวที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการหกล้ม

แม้ว่าหลายสถานที่จะพัฒนาไปมากแล้ว แต่ครอบครัวก็ควรช่วยประเมินความเสี่ยงในบ้านของตนเองด้วย เช่น การติดราวจับในห้องน้ำ การปรับพื้นต่างระดับ หรือการเพิ่มแสงสว่างบริเวณทางเดิน เพราะอุบัติเหตุจากการหกล้มยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บในผู้สูงอายุ

สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและเป็นอิสระมากขึ้น

6. สิทธิส่วนลดค่าเดินทางและการใช้บริการขนส่งสาธารณะ

ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังต้องเดินทางไปโรงพยาบาล พบแพทย์ ทำธุระ หรือท่องเที่ยวพักผ่อน การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางจึงเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่ภาครัฐให้ความสำคัญ

หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจมีมาตรการลดค่าโดยสารหรืออำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ แต่เนื่องจากรายละเอียดของแต่ละบริการแตกต่างกัน หลายคนจึงอาจไม่ทราบว่าตนเองสามารถใช้สิทธิอะไรได้บ้าง  

ตารางด้านล่างสรุปสิทธิที่สำคัญไว้ดังนี้

ประเภทการเดินทางสิทธิที่ได้รับ
การรถไฟแห่งประเทศไทยลดค่าโดยสาร 50% (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
Airport Rail Linkลดค่าโดยสารครึ่งราคา และยกเว้นค่าโดยสารในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ
MRTลดค่าโดยสารตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน
BTSมีลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกในหลายสถานี
ขสมก.ลดค่าโดยสาร 50% พร้อมที่นั่งสำรอง
บขส.ลดค่าโดยสาร 50%
การบินไทยส่วนลดสูงสุด 35% และสิทธิขึ้นเครื่องก่อน
เรือโดยสารเจ้าพระยาและคลองแสนแสบลดค่าโดยสาร 50%

หมายเหตุ: สิทธิและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของแต่ละหน่วยงาน ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทาง

นอกจากส่วนลดค่าโดยสารแล้ว หลายสถานียังมีบริการลิฟต์ รถเข็น จุดพักคอย และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุเดินทางได้สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

การใช้สิทธิด้านการเดินทางไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถออกไปพบแพทย์ ทำกิจกรรม และใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

7. สิทธิยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ

การท่องเที่ยวและการพักผ่อนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ หลายคนอาจไม่ทราบว่า ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐหลายแห่ง เพื่อสนับสนุนให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวและเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

สถานที่ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น

  • อุทยานแห่งชาติ
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
  • อุทยานประวัติศาสตร์
  • สถานที่ท่องเที่ยวขององค์การสวนพฤกษศาสตร์
  • สถานที่ท่องเที่ยวในความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐบางแห่ง  

นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแล้ว การได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติหรือเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ยังช่วยกระตุ้นสมอง ลดความเครียด และสร้างช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกับครอบครัว

การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับผู้สูงอายุ แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ การใช้สิทธิยกเว้นค่าเข้าชมจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม

8. สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือเมื่อถูกทอดทิ้งหรือถูกกระทำความรุนแรง

แม้ว่าทุกครอบครัวจะหวังให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น แต่ในความเป็นจริง ยังมีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการถูกทอดทิ้ง ถูกแสวงหาผลประโยชน์ หรือถูกกระทำความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ

กฎหมายไทยจึงกำหนดให้ผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาเหล่านี้มีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การให้คำปรึกษา และการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการประสานงานกับตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ และหน่วยงานด้านกฎหมาย เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับความปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม  

หากพบเห็นผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรือถูกกระทำความรุนแรง ไม่ควรนิ่งเฉย แต่ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพราะการช่วยเหลือในระยะเริ่มต้นจะช่วยลดผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้มาก

การคุ้มครองผู้สูงอายุไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว ชุมชน และสังคมในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

9. สิทธิในการได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายและการแก้ไขปัญหาครอบครัว

เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุบางคนอาจต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปัญหาครอบครัว การถูกเอารัดเอาเปรียบ การจัดการทรัพย์สิน หรือข้อพิพาททางกฎหมาย ซึ่งหลายครั้งผู้สูงอายุอาจไม่รู้ว่าควรขอความช่วยเหลือจากที่ใด

ภาครัฐจึงจัดให้มีบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและการแก้ไขปัญหาครอบครัว เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยมีทั้งนักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ และหน่วยงานด้านสิทธิที่พร้อมให้คำแนะนำในแต่ละกรณี  

ตัวอย่างเรื่องที่สามารถขอคำปรึกษาได้ ได้แก่

  • ปัญหาการถูกทอดทิ้งหรือถูกละเลย
  • การถูกแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน
  • ความขัดแย้งภายในครอบครัว
  • การขอความช่วยเหลือด้านกฎหมาย
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเข้าถึงบริการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิในระยะยาว

หากผู้สูงอายุหรือสมาชิกในครอบครัวพบปัญหาทางกฎหมายหรือความขัดแย้งในครอบครัว ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาบานปลาย การขอคำปรึกษาจากหน่วยงานของรัฐตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้สามารถหาทางออกได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

10. สิทธิได้รับความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม

แม้ว่าครอบครัวไทยส่วนใหญ่จะยังดูแลผู้สูงอายุภายในบ้าน แต่ก็มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่เผชิญปัญหาความยากจน ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือขาดผู้ดูแล ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันเป็นเรื่องยากลำบาก

ภาครัฐจึงมีมาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบความเดือดร้อน โดยสามารถให้การสนับสนุนด้านที่พักอาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่มตามความจำเป็น ผ่านกรมกิจการผู้สูงอายุและหน่วยงานในพื้นที่  

ความช่วยเหลือดังกล่าวอาจครอบคลุม

  • การจัดหาที่พักชั่วคราว
  • การสนับสนุนอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค
  • การช่วยเหลือด้านเครื่องนุ่งห่ม
  • การประสานหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่

ผู้สูงอายุหรือญาติสามารถติดต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสอบถามรายละเอียดและยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือได้

ไม่มีผู้สูงอายุคนใดควรถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังเมื่อประสบปัญหาด้านปัจจัยพื้นฐาน หากครอบครัวพบว่าผู้สูงอายุอยู่ในภาวะขาดแคลน ควรรีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าถึงสิทธิที่มีอยู่

11. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

หากถามว่าสิทธิใดเป็นที่รู้จักมากที่สุด คำตอบของหลายคนคงหนีไม่พ้น “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือรายเดือนที่ภาครัฐจัดสรรเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต

แม้จำนวนเงินอาจไม่สูงมาก แต่ก็ถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้ประจำ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่ายา หรือค่าเดินทางไปพบแพทย์  

อัตราเบี้ยยังชีพตามช่วงอายุ (ตามข้อมูลในเอกสารอ้างอิง) มีดังนี้

อายุเบี้ยยังชีพต่อเดือน
60–69 ปี600 บาท
70–79 ปี700 บาท
80–89 ปี800 บาท
90 ปีขึ้นไป1,000 บาท

หมายเหตุ: หลักเกณฑ์และอัตราเบี้ยยังชีพอาจมีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมกิจการผู้สูงอายุหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนยื่นคำขอ

การลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพสามารถดำเนินการผ่านเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ตามทะเบียนบ้าน

เบี้ยยังชีพเป็นสิทธิพื้นฐานที่ผู้สูงอายุไม่ควรมองข้าม หากมีคุณสมบัติครบถ้วน ควรลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิอย่างถูกต้อง เพราะแม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

12. สิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าจัดการศพตามประเพณี

นอกจากสิทธิในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ภาครัฐยังมีมาตรการช่วยเหลือครอบครัวของผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนในกรณีเสียชีวิต เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพตามประเพณี

ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย และเข้าเงื่อนไขด้านฐานะหรือการรับรองจากหน่วยงานในพื้นที่ สามารถได้รับเงินช่วยเหลือค่าจัดการศพจำนวน 2,000 บาท  

การยื่นขอรับสิทธิสามารถดำเนินการผ่านหน่วยงาน เช่น

  • สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด
  • ที่ว่าการอำเภอ
  • เทศบาล
  • องค์การบริหารส่วนตำบล
  • สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร

แม้จะเป็นสิทธิที่หลายคนไม่อยากนึกถึง แต่การทราบข้อมูลไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ครอบครัวสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

13. สิทธิด้านการท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการ

การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการได้พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมที่ช่วยให้มีความสุขในชีวิตประจำวัน

ภาครัฐจึงสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการ เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการเข้าสังคม  

กิจกรรมที่ผู้สูงอายุสามารถเข้าร่วมได้ เช่น

  • ตรวจสุขภาพและทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
  • ใช้สนามกีฬาและสวนสุขภาพ
  • กิจกรรมออกกำลังกาย
  • ลีลาศ
  • การแข่งขันกีฬาสำหรับผู้สูงอายุ
  • สมัครเป็นสมาชิกชมรมกีฬา

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสเกิดการหกล้มในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

การพักผ่อนและการออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว ผู้สูงอายุควรใช้ประโยชน์จากกิจกรรมที่หน่วยงานภาครัฐจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

14. สิทธิด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

ผู้สูงอายุจำนวนมากให้ความสำคัญกับการทำบุญ การเข้าวัด หรือการเยี่ยมชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มจิตใจ แต่ยังสร้างโอกาสให้ได้พบปะผู้คนและใช้เวลาร่วมกับครอบครัว

ภาครัฐจึงสนับสนุนให้สถานที่ทางศาสนา พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ จัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ทางลาด ราวจับ ลิฟต์ รถเข็น และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างปลอดภัย

การเข้าถึงศิลปะ วัฒนธรรม และศาสนา เป็นอีกหนึ่งสิทธิที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และสะท้อนถึงการสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับทุกช่วงวัย

15. สิทธิด้านการลดหย่อนภาษี

นอกจากสวัสดิการที่ผู้สูงอายุได้รับโดยตรงแล้ว ภาครัฐยังสนับสนุนให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุ ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้เลี้ยงดูบิดามารดา รวมถึงผู้ที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินเข้ากองทุนผู้สูงอายุ  

ตัวอย่างสิทธิที่สำคัญ ได้แก่

  • ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้เลี้ยงดูบิดามารดาตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
  • นำเงินบริจาคเข้ากองทุนผู้สูงอายุไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

มาตรการเหล่านี้ช่วยลดภาระของครอบครัว และส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภาพรวม

หากคุณเป็นผู้ดูแลบิดามารดาหรือมีการบริจาคให้กองทุนผู้สูงอายุ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิทางภาษีที่สามารถใช้ได้ เพราะอาจช่วยลดภาระภาษีได้ไม่น้อยในแต่ละปี

16. กองทุนผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่ยังต้องการประกอบอาชีพ แต่ขาดเงินทุนในการเริ่มต้น ภาครัฐได้จัดตั้งกองทุนผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนการกู้ยืมเงินสำหรับประกอบอาชีพ ทั้งในรูปแบบรายบุคคลและรายกลุ่ม

จุดเด่นของกองทุนนี้คือ ผู้กู้สามารถผ่อนชำระคืนเป็นงวด และไม่มีการคิดดอกเบี้ย ภายใต้เงื่อนไขที่หน่วยงานกำหนด  

กองทุนผู้สูงอายุจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถสร้างรายได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาผู้อื่น และส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีหลังเกษียณ

เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการไม่ใช่เพียงการรักษาพยาบาล แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีศักดิ์ศรี การรู้จักสิทธิและสวัสดิการที่ภาครัฐจัดไว้จึงเป็นก้าวแรกที่ช่วยให้ผู้สูงอายุและครอบครัวเข้าถึงความช่วยเหลือที่ควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพ สิทธิรักษาพยาบาล การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การประกอบอาชีพ หรือการได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาในการดำรงชีวิต

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสวัสดิการของภาครัฐจะช่วยแบ่งเบาภาระได้ในหลายด้าน แต่การดูแลผู้สูงอายุในชีวิตประจำวันยังคงเป็นเรื่องที่ครอบครัวต้องวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง หรือผู้ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด การมีผู้ดูแลที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ทั้งผู้สูงอายุและสมาชิกในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

หากคุณกำลังมองหาผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ดูแลผู้ป่วย ผู้ช่วยพยาบาล หรือ Caregiver ที่สามารถดูแลคนในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม สามารถค้นหาและเปรียบเทียบโปรไฟล์ผู้ดูแลจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยได้ที่ หาผู้ดูแลผู้สูงอายุ หาที่ CareMatePro คลิก


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โดยทั่วไป ผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ หมายถึงบุคคลที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย จึงจะมีสิทธิได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด


ผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐและลงทะเบียนรับสิทธิ สามารถได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามอัตราที่กำหนด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และนโยบายอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่

ผู้สูงอายุสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามสิทธิที่ตนเองมี เช่น สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประกันสังคม หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ รวมถึงสามารถใช้บริการคลินิกผู้สูงอายุหรือช่องบริการพิเศษในโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่ง

สามารถติดต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรมกิจการผู้สูงอายุ เพื่อขอคำปรึกษาและประเมินความช่วยเหลือตามสิทธิที่เหมาะสม

สิทธิบางรายการ เช่น อัตราเบี้ยยังชีพ หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ หรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาจมีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายในแต่ละปี ดังนั้น ก่อนยื่นขอรับสิทธิ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ

แหล่งอ้างอิง

หาผู้ดูแลผู้สูงอายุ
ผู้ดูแลมืออาชีพ ใกล้บ้านคุณ
ค้นหาเลย
CareMatePro Editor
เขียนโดย
CareMatePro Editor
ดูบทความทั้งหมด